จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

วันจันทร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2558



โครงสร้างระบบธุรกิจ (Enterprise Business Systems)

Customer Relationship Management (CRM) คือ การมองลูกค้าเป็นสำคัญ เพื่อสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ทั้งหมด จึงต้องใช้ระบบต่างๆ เพื่อสามารถรู้ถึงความต้องการของลูกค้า และ สร้างความสัมพันธ์ที่ดีเพื่อให้ลูกค้าเกิดความพอใจ
  • จะต้องเป็นช่องทางที่พนักงานสามารถเข้าถึงข้อมูลของบริษัทได้ เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า ณ ขณะนั้น
  • จะต้องเป็นช่องทางที่ลูกค้าเองก็สามารถเข้าดูข้อมูลได้ว่า ณ ช่วงเวลานั้นทางบริษัทมีโปรโมชั่นอะไรให้เค้าบ้าง
  • โดยตัว CRM จะเป็น cross-functional และ เป็นระบบแบบ automates เพื่อตอบสนองความต้องการและเชื่อมโยงการทำงานต่างเข้าด้วยกัน
Application Clusters in CRM สามารถแบ่งออกได้เป็น 5 ส่วนด้วยกันคือ
  • ช่วยในด้านของการติดต่อกับลูกค้า
  • ช่วยในด้านของการขาย
  • ช่วยในด้านของการทำการตลาด
  • สนับสนุนบริการให้กับลูกค้า
  • รับษาลูกค้าและคงความจงรักภักดี ของลูกค้าต่อไปในอนาคต
* โดย CRM จะต้องเก็บข้อมูลทั้งข้อมูลของลูกค้าเก่าและลูกค้าใหม่

การจัดการข้อมูลการติดต่อกับบัญชีของลูกค้า (Contact and Account Management)

CRM จะช่วยสนับสนุนทางด้านของการทำการติดต่อกับลูกค้า และ การบัญชีเพื่อที่จะช่วยทางด้าน Sale ที่จะขายสินค้า ช่วยทางด้านการตลาดเพื่อนำเสนอสินค้าใหม่ หรือ จัดโปรโมชั่นได้ถูกต้องกับกลุ่มลูกค้าที่มีอยู่ โดยข้อมูลที่ได้มาจะมาจาก โทรศัพท์, FAX, Email, Website เป็นต้น

การขาย (Sale)
ข้อมูลลูกค้าจะมีประโยชน์ต่อการขาย และ การจัดการการขาย โดยแบ่งการขายออกเป็น 2 แบบได้แก่
  1. Cross Selling คือ การขายต่อเนื่อง การขายอะไรที่มีความสัมพันธ์กันเช่น ขายกับข้าว ก็ขายน้ำด้วย, ขาย Notebook + Accessories
  2. Up Selling คือ การขายต่อยอด การทำให้ลูกค้าซื้อสินค้าให้เยอะกว่าเดิม เช่น ส้ม กิโลละ 40 บาท 3 โล 100 บาท
CRM ก็จะช่วยในด้านของการตรวจสอบสถานะของลูกค้า ประวัติของลูกค้า หรือ การจัดเวลาไปหาลูกค้า

การทำการตลาด (Marketing and Fulfillment)

CRM จะช่วยในด้านของการทำการตลาดแบบ Direct Marketing และทำให้ทุกอย่างแบบอัตโนมัติ
  • สามารถทำการตลาดแบบ Target Marketing
  • จัดเวลาในการทำการตลาด
  • ช่วยในด้านของการจัดการตลาด
  • การวิเคราะห์ตลาด
  • ตอบสนองความต้องการของลูกค้า
การรักษาลูกค้า และ การสร้างความจงรักภักดี
  • ต้องใช้ค่าใช้จ่ายถึง 6 เท่าตัวในการหาลูกค้าใหม่
  • ถ้าลูกค้าไม่พอใจเค้าก็จะบอกต่อ 8-10 คนหรือมากกว่านั้น
  • ลูกค้าเก่าเพียง 5% สามารถสร้างผลกำไรได้มากถึง 85%
  • โอกาศที่ขายให้ลูกค้าเก่ามีถึง 50% แต่โอกาศในการขายสินค้าให้ลูกค้าใหม่ได้เพียง 15%
Three Phases of CRM
  • การทำให้ลูกค้าเกิดความสนใจจนได้มาเป็นลูกค้า
  • การสนับสนุนลูกค้า ตอบสนองความต้องการของลูกค้า
  • การรักษาลูกค้าด้วยการให้โปรโมชั่นต่างๆ
ประโยชน์ของระบบ CRM
  • ระบุลูกค้าได้ว่าลูกค้าคนไหนจะเป็นลูกค้าของเรา
  • นำเสนอสินค้าได้อย่างทันทีทันใด
  • รู้ว่าเมื่อไรที่ลูกค้าต้องการสินค้าและบริการของเรา
  • สามารถตอบสนองความต้องการและสร้างความพึงพอใจแก่ลูกค้าได้
ข้อเสียของ CRM
  • 50% ใช้ระบบ CRM ไม่ได้ผล
  • 20% สูญเสียลูกค้าไป
เหตุผลที่ใช้ CRM ได้ไม่ได้ผล
  • ขาดการเข้าใจและการเตรียมตัวที่ดีพอ
  • คนในองค์กรไม่พยายามปรับตัวเข้ากับระบบใหม่ๆ เพราะยึดติดกับกระบวนการเดิมๆ
  • ตัวระบบนั้นไม่ได้แก้ปัญหาจริงๆ ขององค์กร เพราะปัญหาหลักอาจไม่ได้เกิดจากระบบ CRM
ERP (Enterprise resource planning) ถือได้ว่าเป็น cross-functional เหมือนกันแต่ว่าเป็นตัว Backbone กลางในการเชื่อมข้อมูลต่างๆ เข้าไว้ด้วยกันเพื่อใช้ข้อมูลต่างๆ ร่วมกัน

Enterprise resource planning (ERP) คือ การวางแผนการใช้ทรัพยากรภายในองค์กรอย่างคุ้มค่า เพื่อให้การดำเนินธุกกิจดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ทำหน้าที่รวมหน้าที่การทำงานต่างๆ เอาไว้ด้วยกัน เช่น การผลิต ว่าจะใช้คนเท่าไร ใช้เวลาเท่า จัดส่งอย่างไร เก็บเงินได้เท่าไร
  • สนับสนุนกระบวนการภายในขององค์กร
  • ทำให้การทำงานของธุรกิจ Supplier และ ลูกค้าดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ
* โดยตัว CRM จะมองที่ความต้องการของลูกค้า การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้า ส่วน ERP จะมองถึงการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานภายในองค์กร

ประโยชน์ และ ความท้าทายของ ERP
  • ให้คุณภาพและประสิทธิภาพในการทำงาน
  • ลดค่าใช้จ่าย
  • ช่วยในด้านของการตัดสินใจ
  • สามารถทำงานได้อย่างรวดเร็ว
ค่าใช้จ่ายของระบบ ERP
  • มีความเสี่ยงและค่าใช้จ่ายที่สูง
  • Hardware และ Software ต้องลองรับด้วย
  • ถ้าค่าใช้จ่ายสูงมากๆ และไม่สามารถควบคุมได้ก็อาจจะทำให้ธุรกิจล้มเหลว เพราะไม่ได้ประโยชน์จากระบบใหม่เลย
ความล้มเหลวจากการนำระบบ ERP มาใช้งาน
  • การวางแผนค่าใช้จ่ายที่ไม่ดีพอ การวางแผนในด้านของการพัฒนา และ การอบรมพนักงาน
  • พนักงานที่ต้องใช้ระบบไม่มีส่วนร่วมในการวางแผน
  • การปรับเปลี่ยน/การพัฒนาระบบเกิดขึ้นเร็วเกินไป
  • ไม่มีการฝึกผนตัวพนักงาน
  • ไม่มีการทดสอบระบบที่ดีพอ
  • เชื่อใจผู้ขายมากจนเกินไป อาจทำให้ค่าใช้จ่ายบานปลายได้
Supply Chain Management (SCM)
  • ทำให้ลูกค้าได้สินค้าที่ถูกต้อง
  • ส่งสินค้าได้ถูกที่
  • ส่งสินค้าได้ทันเวลา
  • ในปริมาณ/คุณภาพที่เหมาะสม
  • ส่งสินค้าได้ในราคาที่ดี
* เป็นในเรื่องของการจัดส่งของ โดยมองลงลึกไปยังตั้งแต่การผลิต ที่ต้องผลิตสินค้าได้ถูกต้อง ก่อนจึงจะส่งสินค้าที่ถูกต้องตามความต้องการ ของลูกค้าได้ทันเวลา

วัตถุประสงค์ของ SCM
  • ช่วยทำนายความต้องการเรา ทำนายความต้องการของลูกค้า
  • ต้องควบคุมการลงทุนและสินค้าคงคลังได้ด้วย
  • สร้างความสัมพันธ์กับ ลูกค้า, Supplier, ผู้จัดส่งสินค้า และ อื่นๆ
  • รับผลลัพธ์ หรือ Feedback จากแต่ละสถานะแต่ละห่วงโซ่เพื่อพัฒนากระบวนการ ให้ถูกต้องและดีที่สุด
บทบาทของ SCM จะถูกแบ่งออกเป็น 4 ส่วนดังนี้
  • Strategic องค์กรต้องการอะไร มีวัตถุประสงค์อะไร จะมีนโยบายอย่างไร
  • Tactical ทำนายความต้องการ ต้องเตรียมข้อมูลอะไรบ้างเพื่อให้ SCM มีประสิทธิภาพ
  • Operational การวางแผนการทำงานอย่างไรบ้าง
  • Execution จะต้องจัดการการทำงานแต่ละกิจกรรมได้อย่างไร
ประโยชน์ของ SCM
  • กระบวนการต่างๆ ถูกต้อง
  • ช่วยลดทางด้านสินค้าคงคลัง
  • นำส่งสินค้าได้อย่างรวดเร็ว
  • ช่วยลดต้นทุน
  • สร้างความสัมพันธ์กับตัว Supplier
ที่มา : http://www.ittooz.com/2011/01/enterprise-business-systems.html

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น