จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

วันจันทร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2558




การประยุกต์ใช้คอมพิวเตอร์ในงานด้านต่างๆ 

มีการนำเอามัลติมีเดียไปประยุกต์ใช้งานในหลายๆ ด้าน เช่น
  • ด้านการศึกษา
    – ด้านการศึกษานั้นได้นำเอามัลติมีเดียไปพัฒนาใช้และขยายตัวอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดเครื่องมือช่วยสอนต่างๆ มากมาย  และเกิดสื่ออิเล็กทรอนิกส์ช่วยสอนในรูปแบบต่างๆ
    – สนับสนุนและส่งเสริมการศึกษา โดยเป็นเครื่องมือช่วยรวบรวม   วิเคราะห์   ออกแบบ  สร้าง  จัดการ  ใช้งานและประเมินผล
    – คอมพิวเตอร์ช่วยสอน ลักษณะมัลติมีเดีย
    – เผยแพร่การเรียนบนเว็บ  เช่น e-Learning เป็นต้น
    – เกิดการเรียนรู้ทางไกล
  • ด้านการฝึกอบรม
    – มีการใช้คอมพิวเตอร์ในการช่วยสอน เรียกว่า e-Training  มีส่วนช่วยให้พัฒนาศักยภาพทางบุคลากรเป็นอย่างมาก
    – ปัจจุบัน  มีการพัฒนาเว็บสำหรับอบรมของสถาบันฝึกอบรมหลายแห่ง  เช่น สถาบันพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา http://www.guruonline.in.th
  • ด้านความบันเทิง
    – มัลติมีเดียได้รับความแพร่หลายในวงการบันเทิงเป็นอย่างมาก เช่น
    ภาพยนต์ คาราโอเกะ เกมส์  ข่าว  ละคร  เป็นต้น
    – เว็บไซต์ทีวี
    – เกมส์ออนไลน์
  • ด้านธุรกิจ  มีความสะดวกเป็นอย่างมาก ในการ
    – นำเสนองาน  นำเสนอสินค้า
    – ประชุมทางไกล ทำให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • ด้านการประชาสัมพันธ์  มัลติมีเดียได้เป็นปัจจัยหลักสำคัญ ในการ
    – นำเสนอ และเผยแพร่ข่าวสาร
    – การโฆษณาและการถ่ายทอด
    – ตู้ประชาสัมพันธ์
  • ด้านความเป็นจริงเสมือน
    – ความจริงเสมือนเป็นสิ่งประดิษฐ์ใหม่ของวงการเทคโนโลยีมัลติมีเดีย สามารถเลียนแบบการเรียนรู้ และสัมผัสผ่านอุปกรณ์ต่างๆ ในโลกแห่งความเป็นจริงเสมือน
  • ด้านโมบายเทคโนโลยี ได้ถูกพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว เช่น
    – เทคโนโลยีมัลติมีเดียในโทรศัพท์เคลื่อนที่ รูปแบบการใช้โมบายเทคโนโลยี
    M-Billihttps://chalad.wordpress.com/subject/20209-2/20209-lesson-3/ng   M-Commerce  M-Banking  M-Entertainment  M-Messaging

ที่มา : https://chalad.wordpress.com/subject/20209-2/20209-lesson-3/

การนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในงานธรุกิจ
1.การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศกับงานธุรกิจ
การประยุกต์เทคโนโลยีสารสนเทศกับระบบงานในองค์กรและงานด้านบริหารในโลกยุคใหม่มีการแข่งขันกันอย่างรุนแรง ทำให้การค้าและการดำเนินธุรกิจมีการเปลี่ยนแปลงองค์กรต่างๆเริ่มพยายามเปลี่ยนแปลงให้ก้าวทันสู่ยุคของการค้ารูปแบบใหม่ โดยผ่านเคืรอข่ายอินเตอร์เน็ต เพื่อเพิ่มช่องทางการค้าขายการตลาดและการบริการไปสู่กลุ่มลูกค้าทั้งเก่าและใหม่ เป็นการสร้างความพึงพอใจแก่ลูกค้า คำว่า "อีคอมเมิร์ซ"จัดเป็นทางเลือกหนึ่งที่ช่วยให้องค์กร ได้เปรียบคู่แข่งขัน
2.ความหมายของอีคอมเมิร์ซ (E-Commerce)
หรือชื่อที่แปลเป้นไทยว่า "พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์" หมายถึงการดำเนินธุรกิจซื้อขายโดยใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็รส่วนหนึ่งของ E-Business หมายถึง การทำกิจกรรมทุกๆอย่างทุกขั้นตอนผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมีขอบเขตที่กว้างกว่าอีคอมเมิร์ซที่เป็นการดำเนินธุรกิจโดนอาศัยเทคโนโลยีสารสนเทศและโทรคมนาคมเป็นโครงสร้างพื้นฐานเพื่อให้สามารถติดต่อสื่อสารกับลูกค้า ค้นหาข้อมูลหรือทำงานร่วมกันได้


อีคอมเมิร์ซ เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน การตัดสินใจลงทุนในธุรกิจประเภทนี้ จะต้องวางแผนให้รัดกุม เพราะในปัจจุบันมีคู่แข่งขันเข้ามาในธุรกิจมาก เพราะนักลงทุนสามารถเปิดธุรกิจได้ง่ายและกำลังอยู่ในความสนใจของคนรุ่นใหม่


3.ความเป็นมาของอีคอมเมิร์ซ


ปัจจุบันมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างบริษัทด้วยการใช้ระบบไปรษณีย์ และอีกหลายบริษัทใช้วิธีการป้อนข้อมูลลงในโปรแกรมแบบฟอร์มธุรกิจไม่ว่าจะเป็นใบสั่งซื้อใบส่งสินค้าใบเสร็จรับเงินและจัดพิมพ์ข้อมูลออกทางเครื่องพิมพ์ จึงจัดส่งแบบฟอร์มนั้นหรือใช้วิธีส่งแฟกซ์ ทำให้บริษัทต้องสูญเสียเวลามากมายในการใช้ระบบแบบเดิม

ต่อมายุคการแลกเปลี่ยนข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์(EDI)จึงได้มีแนวคิดที่จะทำให้คอมพิวเตอร์ช่วยการค้าทั้งสองฝ่ายแลกเปลี่ยนเอกสารกันทางอิเล็กทรอนิกส์ได้โดยตรง คือ คอมพิวเตอร์ของฝ่ายหนึ่งจัดส่งเอกสารต่างๆที่เคยต้องพิมพ์ลงไปในเอกสารนั้นไปให้คอมพิวเตอร์ของอีกฝ่ายหนึ่งในรูปข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์โดยผ่านระบบเครือข่ายหรือเน็ตเวิร์กแบบที่จัดสร้างขึ้นโดยฌฉพาะ หรือส่งผ่านสายโทรศัทพ์ซึ่งช่วยเพิ่มความเร็วในการทำงานได้มาก แต่ปัญหาที่ตามมาคือ ไม่มีเอกสารที่อยู่บนกระดาษเป็นหลักฐานให้เซ็นชื่อกำกับเหมือนก่อน

วิธีแก้ไขปัญหาคือ ปัญหาแรกอาจต้องมีการเข้ารหัสพิเศษก่อนจะส่งข้อมูล เพื่อยืนยันได้ว่าผู้ที่เข้ารหัสมาก็คือฝ่ายที่เป็นคู่ค้าไม่ใช่บุคคลอื่นส่วนปัญหาข้อสองที่โปรแกรมไม่สามารถใช้งานในรูปแบบเดียวกันได้นั้น มีการวางมาตราฐานในการวางข้อมูลระหว่างกันให้เป็นระบบที่เรียกว่า ระบบการแลกเปลี่ยนข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ หรือระบบ EDI (Electronics Data Interchange)

แต่การนำระบบ EDI มาใช้ยังได้รับความนิยมน้อย เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายในการวางระบบ และดำเนินงานสูงมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการที่จะให้คอมพิวเตอร์ของแต่ละฝ่ายที่เกี่ยวข้อง สามารถรับส่งข้อมูลกันได้อย่างราบรื่นยิ่งมีฝ่ายที่เกี่ยวข้องมากขึ้นเท่าไรความยุ่งยากซับซ้อน ที่ตามมาก็มากขึ้น ทำให้มีใช้กันเฉพาะในวงการอุตสาหกรรมหรือการค้าเฉพาะทางที่มีผู้เกี่ยวข้องเพียงไม่กี่ฝ่ายเท่านั้น เช่น ด้านอุตสาหกรรม รถยนต์

ปัจจุบันระบบอินเตอร์เน็ตเป็นที่นิยมแพร่หลาย แนวคิดในการแลกเปลี่ยนข้อมูล เพื่อการค้าระหว่างคอมพิวเตอร์ของแต่ธุรกิจที่เกี่ยวข้องโดยตรงนั้นก็เกิดขึ้น โดยแทนที่ระบบ EDI ซึ่งเป็นระบบของธุรกิจขนาดใหญ่ แต่กลายเป็นระบบการซื้อขายในระดับของผู้บริโภคทั่วๆไปโดยตรง ใครมีคอมพิวเตอร์สามารถต่อระบบอินเตอร์ได้ก็สามารถเข้าร่วมกันกระบวนการค้าอิเล็กทรอนิกส์ได้ทันที

การค้าทางอิเล็กทรอนิกส์บนอินเตอร์เน็ตสามารถทำได้ง่ายกว่า เพราะการเปลี่ยนแปลงทางด้านซอฟต์แวร์ที่ใช้งาน โปรแกรมสำหรับเรียกดูข้อมูล เช่น โปรแกรม Internet Explorer สามารถทำงานได้ค่อนข้างหลากหลาย และพัฒนาให้มีปรพสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง

4.ประโยชน์ของอีคอมเมิร์ซ (E-Commerce)

ประโยชน์ของอีคอมเมิร์ซต่อบุคคล มีดังนี้

1.มีสินค้าและบริการราคาถูกจำหน่าย

2.ทำให้ลูกค้ามีทางเลือกมากขึ้น

3.สามารถทำธุรกรรมได้ตลอด 24 ชั่วโมง

4.ทราบข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าและบริการได้ในเวลาที่รวดเร็ว

5.ทำให้ลูกค้าสามารถเลือกสินค้าตรงตามความต้องการมากที่สุด

6.สนับสุนนการประมูลเสมือนจริง

ประโยชน์ของอีคอมเมิร์ซต่อองค์กรธุรกิจ มีดังนี้

1.ขยายตลาดในระดับประเทศและระดับโลก

2.ทำให้บริการลูกค้าได้จำนวนมากทั่วดลกด้วยต้นทุนที่ต่ำ

3.ลดปริมาณเอกสารเกี่ยวกับการสร้าง การประมวล ได้ถึงร้อยละ 90

4.ลดต้นทุนการสื่อโทรคมนาคม เพราะอินเตอร์เน็ตราคาถูกกว่าโทรศัพท์

5.ช่วยให้บริษัทขนาดเล็กสามารถแข่งขันกับบริษัทขนาดใหญ่ได้

ประโยชน์ของอีคอมเมิร์ซต่อสังคม มีดังนี

1.สามารถทำงานที่บ้านได้ ทำให้มีการเดินทางน้อยลง การจราจรไม่ติดขัด

2.การซื้อสินค้าราคาถูกลง คนที่มีฐานะไม่รวยก็สามารถยกระดับมาตรฐานการขายสินค้าและบริการได้

ประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจ มีดังนี้

1.กิจการ SME ในประเทศกำลังพัฒนาอาจได้ประโยชน์จากการเข้าถึงตลาดที่กว้างขวางในระดับโลก

2.ทำให้กิจการประเทศที่กำลังพัฒนาสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีใหม่ๆได้

3.บทบาทของพ่อค้าคนกลางลดลง

5.ข้อจำกัดของอีคอมเมิร์ซ

ของจำกัดของอีคอมเมิร์ซด้านเทคนิค มีดังนี้

1.ขาดมาตราฐานสากลที่เป็นที่ยอมรับในด้านคุณภาพ ความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือ

2.ความกว้างของช่องทางการสื่อสารมีจำกัด

3.ซอฟต์แวร์อยู่ระหว่างกำลังพัฒนา

4.ต้องการ Web server และ Network Server ที่ออกแบบมาเป้นพิเศษ

ข้อจำกัดของอีคอมเมิร์ซด้านกฎหมาย มีดังนี้

1.กฎหมายที่สามารถคุ้มครองการทำธุรกรรมข้ามรัฐหรือข้ามประเทศ ไม่มีมาตราฐานที่เหมือนกัน และมีลักษณะที่แตกต่างกัน

2.ปัญหาเกิดจากทำธุรกรรม เช่น การส่งสินค้ามีลักษณะแตกต่างตากที่โฆษณาบนอินเตอร์เน็ต

ข้อจำกัดของอีคอมเมิร์ซด้านธุรกิจ มีดังนี้
1.วงจรผลิตภัณฑ์ (Product Life Cycle) จะสั้นลงเพราะการเข้าถึงข้อมูลทำได้ง่ายและรวดเร็ว เกิดคู่แข่งขันเข้ามาในตลาดได้ง่ายและรวดเร็ว
2.ความพร้อมของภูมิภาคต่างๆในการปรับโครงสร้างเพื่อรองรับการเจริญเติมโตของ E-Commerce มีไม่เท่ากัน
3.ภาษีและค่าธรรมเนียมจากค่าธรรมเนียม E-Commerceจัดเก็บได้ยาก
4.ต้นทุนในการสร้าง E-Commerce แบบครบวงจรต้นทุนสูง
ข้อจำกัดของอีคิมเมิร์ซด้านอื่นๆ มีดังนี้
1.การให้ข้อมูลที่เป็นเท็จบนอินเตอร์เน็ตมีมาก
2.ยังไม่มีการประเมินผลการดำเนินงาน หรือวิธีการที่ดี ของ E-Commerce เช่น การโฆษณา
3.จำนวนผู้ซื้อ/ผู้ขายที่ได้กำไรหรือประโยชน์จาก E-Commerce ยังมีจำกัดในประเทศไทย
6.โครงสร้างพื้นฐานของอีคอมเมิร์ซ
การนำอีคอมเมิร์ซ มาประยุกต์ใช้ในการดำเนินธุรกิจ จำเป็นต้องอาศัยโครงสร้างพื้นฐานของเทคโนโลยี เพื่อใช้เป็นแรงขับเคลื่อนธุรกิจให้สามารถบรรลุถึงเป้าหมายที่วางไว้โดยแบ่งองค์ประกอบหลักได้ 5 ส่วน ดังนี้
1.การบริการทั่วไป เป็นบริการที่ช่วยอำนวยความสะดวกและรวดเร็วให้กับลูกค้า และสมาชิกที่สั่งซื้อสินค้าและบริการ
2.ช่องทางการติดต่อสื่อสาร เป็นช่องทางการติดต่อสื่อสาร เพื่อใช้แลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างผู้ใช้บริการกับผู้ใช้บริการผ่านทางโครงข่ายโทรคมนาคมได้แก่ EDI,E-mail
3.รูปแบบของเนื้อหา เป็นการจัดรูปแบบของเนื้อหาเพื่อการนำเสนอสินค้าหรือบริการในรูปแบบสื่อประสม ซึ่งผสมผสานระหว่างข้อความ ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว และเสียงเข้าด้วยกันแล้วส่งผ่านเว็บ
4.ระบบเครือข่าย เป็นการเชื่อมต่อระหว่างคอมพิวเตอร์ตั้งแต่ 2 เครื่องขึ้นไปเข้าด้วยกันโดยมีวัถุประสงค์เพื่อทำให้คอมพิวเตอร์สามารถสื่อสารกันได้
5.ส่วนประสานผู้ใช้ เป็นส่วนที่ใช้ในการติดต่อระหว่างผู้ใช้บริการผ่านโปรแกรม Web Browser
7.ประเภทของอีคอมเมิร์ซ
อีคอมเมิร์ซ สำหรับกลุ่มธุรกิจค้ากำไร สามารถแบ่งตามความสัมพันธ์ทางการตลาดระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายสินค้าหรือบริการ แบ่งออกได้ 6 ประเภท ดังนี้
1.แบบธุรกิจกับธุรกิจ (B2B : Business-to-Business)
เป็นการทำธุรกรรมการค้าระหว่างผู้ประกอบการกับผู้ประกอบการหรือผู้ดำเนินธุรกิจด้วยกัน เช่น การจัดซื้อ-จัดจ้าง การจัดการสินค้าคงคลัง เทคโนโลยีที่นำมาใช้สนับสุนน ได้อก่ SCM เพิ่มความสามารถในการทำกำไร โดยมีการใช้ IT โดยมีการใช้ IT เข้าร่วมตั้งแต่การจัดซื้อชิ้นส่วนวัตถุดิบ จนถึงการส่งมอบสินค้าและบริการ
2.แบบธุรกิจกับผู้บริโภค (B2C : Busniess-to-Commerce)
เป็นรูปแบบของการทำธุรกรรมทางการค้าระหว่างผู้ประกอบกับผู้บริโภคโดยตรง โดยใช้รูปแบบการดำเนินงานและเทคโนโลยีที่ช่วยสนับสนุน ปัจจุบันจะพบเห็นธุรกิจแบบนี้มาก กิจกรรมการซื้อขายแบบนี้ บริษัทหรือร้านค้าจะเปิดเว็บไซค์ เพื่อให้ลูกเข้ามาเลือกซื้อ
3.แบบผู้บริโภคกับผู้บริโภค (C2C : Consumer-to-Consumer)
เป็นรูปแบบการทำธุรกรรมทางการค้าระหว่างผู้บริโภคกับผู้บริโภคโดยตรง โดยใช้รูปแบบการดำเนินงานและเทคโนโลยีเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนระหว่างกัน ส่วนใหญ่เป็นสินค้าประเภทมือสอง
4.แบบผู้บริโภคกับธุรกิจ (C2B : Consumer-to-Business)
เป็นรูปแบบของการทำธุรกรรมทางกาค้าระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบการ โดยผู้บริโภคได้มีการจัดตั้งเป็นกลุ่มสมาชิกหรือสหกรณ์ ดำเนินการกับผู้ประกอบการในนามของกลุ่มสมาชิกหรือสหกรณ์ที่ใช้สื่ออินเตอร์เน็ต
5.แบบธุรกิจกับรัฐบาล (B2G : Busniess-to-Government)
เป็นรูปแบบการจัดจำหน่ายสินค้าและบริการโดยตรงจากผู้ค้ากับรัฐาบาล ซึ่งรูปแบบที่ใช้ในเมืองไทยคือ การประมูลขายสินค้าให้กับภาครัฐ (E-Auction) และรูปแบบการให้บริการออนไลน์
6.แบบโมบายคอมเมิร์ซ (Mobile Commerce)
เป็นรูปแบบการค้าในระบบไร้สาย เช่น บริการดาวน์โหลดริงโทนผ่านโทรศัพท์มือถือ
8.ขั้นตอนการค้าแบบอีคอมเมิร์ซ
การทำการค้าทางธุรกิจในระบบอีคดมเมิร์ซ (E-Commerce) มีขั้นตอน 4 ขั้นตอน ดังนี้
1.แนะนำสินค้า/บริการด้วยการออกแบบและจัดทำเว็บไซค์ โดยจัดทำขึ้นดองหรือใช้บริการจากบริษัทที่รับออกแบบและจัดทำเว็บไซค์ การทำเว็บไซค์เป็นเครื่องหลัก ในการทำตลาดอีคอมเมิร์ซที่สำคัญ
2.สั่งซื้อสินค้าและบริการ เมื่อผู้ซื้อพบสินค้าหรือบริการที่ต้องการก็จะดูรายละเอียดปลีกย่อยที่เกี่ยวข้องว่าสินค้าหรือบริการเป็นอย่างไร ชำระสิ้นค้าหรือบริการได้โดยวิธีใดบ้าง
3.การชำระค่าสินค้าหรือบริการทางอินเตอร์เน็ต เมื่อรายการสินค้าหรือบริการถูกส่งไปตามทางเลือกของระบบอีคอมเมิร์ซที่ผู้ขายได้จัดทำไว้ ซึ่งอาจเป้นการรับพัสดุแบบพนักงานเก็บเงิน การจ่ายค่าสินค้าหรือบริการด้วยบัตรเครดิต หรือทางเลือกอื่นๆ
4.การจัดส่งสินค้าหรือบริการหลังจากที่มีการตกลงวิธีการชำระค่าสินค้า หรือบริการและวิธีการจัดส่งแล้ว ผู้ชายก็จะเป็นผู้จัดส่งสินค้าหรือบริการด้วยวิธีที่ตรงกันไว้เป็นอันเสร็จขั้นตอนการทำการค้าในระบบอีคอมเมิร์ซ



ที่มา : http://somgolfmike.blogspot.com/2009/07/blog-post.html










โครงสร้างระบบธุรกิจ (Enterprise Business Systems)

Customer Relationship Management (CRM) คือ การมองลูกค้าเป็นสำคัญ เพื่อสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ทั้งหมด จึงต้องใช้ระบบต่างๆ เพื่อสามารถรู้ถึงความต้องการของลูกค้า และ สร้างความสัมพันธ์ที่ดีเพื่อให้ลูกค้าเกิดความพอใจ
  • จะต้องเป็นช่องทางที่พนักงานสามารถเข้าถึงข้อมูลของบริษัทได้ เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า ณ ขณะนั้น
  • จะต้องเป็นช่องทางที่ลูกค้าเองก็สามารถเข้าดูข้อมูลได้ว่า ณ ช่วงเวลานั้นทางบริษัทมีโปรโมชั่นอะไรให้เค้าบ้าง
  • โดยตัว CRM จะเป็น cross-functional และ เป็นระบบแบบ automates เพื่อตอบสนองความต้องการและเชื่อมโยงการทำงานต่างเข้าด้วยกัน
Application Clusters in CRM สามารถแบ่งออกได้เป็น 5 ส่วนด้วยกันคือ
  • ช่วยในด้านของการติดต่อกับลูกค้า
  • ช่วยในด้านของการขาย
  • ช่วยในด้านของการทำการตลาด
  • สนับสนุนบริการให้กับลูกค้า
  • รับษาลูกค้าและคงความจงรักภักดี ของลูกค้าต่อไปในอนาคต
* โดย CRM จะต้องเก็บข้อมูลทั้งข้อมูลของลูกค้าเก่าและลูกค้าใหม่

การจัดการข้อมูลการติดต่อกับบัญชีของลูกค้า (Contact and Account Management)

CRM จะช่วยสนับสนุนทางด้านของการทำการติดต่อกับลูกค้า และ การบัญชีเพื่อที่จะช่วยทางด้าน Sale ที่จะขายสินค้า ช่วยทางด้านการตลาดเพื่อนำเสนอสินค้าใหม่ หรือ จัดโปรโมชั่นได้ถูกต้องกับกลุ่มลูกค้าที่มีอยู่ โดยข้อมูลที่ได้มาจะมาจาก โทรศัพท์, FAX, Email, Website เป็นต้น

การขาย (Sale)
ข้อมูลลูกค้าจะมีประโยชน์ต่อการขาย และ การจัดการการขาย โดยแบ่งการขายออกเป็น 2 แบบได้แก่
  1. Cross Selling คือ การขายต่อเนื่อง การขายอะไรที่มีความสัมพันธ์กันเช่น ขายกับข้าว ก็ขายน้ำด้วย, ขาย Notebook + Accessories
  2. Up Selling คือ การขายต่อยอด การทำให้ลูกค้าซื้อสินค้าให้เยอะกว่าเดิม เช่น ส้ม กิโลละ 40 บาท 3 โล 100 บาท
CRM ก็จะช่วยในด้านของการตรวจสอบสถานะของลูกค้า ประวัติของลูกค้า หรือ การจัดเวลาไปหาลูกค้า

การทำการตลาด (Marketing and Fulfillment)

CRM จะช่วยในด้านของการทำการตลาดแบบ Direct Marketing และทำให้ทุกอย่างแบบอัตโนมัติ
  • สามารถทำการตลาดแบบ Target Marketing
  • จัดเวลาในการทำการตลาด
  • ช่วยในด้านของการจัดการตลาด
  • การวิเคราะห์ตลาด
  • ตอบสนองความต้องการของลูกค้า
การรักษาลูกค้า และ การสร้างความจงรักภักดี
  • ต้องใช้ค่าใช้จ่ายถึง 6 เท่าตัวในการหาลูกค้าใหม่
  • ถ้าลูกค้าไม่พอใจเค้าก็จะบอกต่อ 8-10 คนหรือมากกว่านั้น
  • ลูกค้าเก่าเพียง 5% สามารถสร้างผลกำไรได้มากถึง 85%
  • โอกาศที่ขายให้ลูกค้าเก่ามีถึง 50% แต่โอกาศในการขายสินค้าให้ลูกค้าใหม่ได้เพียง 15%
Three Phases of CRM
  • การทำให้ลูกค้าเกิดความสนใจจนได้มาเป็นลูกค้า
  • การสนับสนุนลูกค้า ตอบสนองความต้องการของลูกค้า
  • การรักษาลูกค้าด้วยการให้โปรโมชั่นต่างๆ
ประโยชน์ของระบบ CRM
  • ระบุลูกค้าได้ว่าลูกค้าคนไหนจะเป็นลูกค้าของเรา
  • นำเสนอสินค้าได้อย่างทันทีทันใด
  • รู้ว่าเมื่อไรที่ลูกค้าต้องการสินค้าและบริการของเรา
  • สามารถตอบสนองความต้องการและสร้างความพึงพอใจแก่ลูกค้าได้
ข้อเสียของ CRM
  • 50% ใช้ระบบ CRM ไม่ได้ผล
  • 20% สูญเสียลูกค้าไป
เหตุผลที่ใช้ CRM ได้ไม่ได้ผล
  • ขาดการเข้าใจและการเตรียมตัวที่ดีพอ
  • คนในองค์กรไม่พยายามปรับตัวเข้ากับระบบใหม่ๆ เพราะยึดติดกับกระบวนการเดิมๆ
  • ตัวระบบนั้นไม่ได้แก้ปัญหาจริงๆ ขององค์กร เพราะปัญหาหลักอาจไม่ได้เกิดจากระบบ CRM
ERP (Enterprise resource planning) ถือได้ว่าเป็น cross-functional เหมือนกันแต่ว่าเป็นตัว Backbone กลางในการเชื่อมข้อมูลต่างๆ เข้าไว้ด้วยกันเพื่อใช้ข้อมูลต่างๆ ร่วมกัน

Enterprise resource planning (ERP) คือ การวางแผนการใช้ทรัพยากรภายในองค์กรอย่างคุ้มค่า เพื่อให้การดำเนินธุกกิจดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ทำหน้าที่รวมหน้าที่การทำงานต่างๆ เอาไว้ด้วยกัน เช่น การผลิต ว่าจะใช้คนเท่าไร ใช้เวลาเท่า จัดส่งอย่างไร เก็บเงินได้เท่าไร
  • สนับสนุนกระบวนการภายในขององค์กร
  • ทำให้การทำงานของธุรกิจ Supplier และ ลูกค้าดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ
* โดยตัว CRM จะมองที่ความต้องการของลูกค้า การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้า ส่วน ERP จะมองถึงการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานภายในองค์กร

ประโยชน์ และ ความท้าทายของ ERP
  • ให้คุณภาพและประสิทธิภาพในการทำงาน
  • ลดค่าใช้จ่าย
  • ช่วยในด้านของการตัดสินใจ
  • สามารถทำงานได้อย่างรวดเร็ว
ค่าใช้จ่ายของระบบ ERP
  • มีความเสี่ยงและค่าใช้จ่ายที่สูง
  • Hardware และ Software ต้องลองรับด้วย
  • ถ้าค่าใช้จ่ายสูงมากๆ และไม่สามารถควบคุมได้ก็อาจจะทำให้ธุรกิจล้มเหลว เพราะไม่ได้ประโยชน์จากระบบใหม่เลย
ความล้มเหลวจากการนำระบบ ERP มาใช้งาน
  • การวางแผนค่าใช้จ่ายที่ไม่ดีพอ การวางแผนในด้านของการพัฒนา และ การอบรมพนักงาน
  • พนักงานที่ต้องใช้ระบบไม่มีส่วนร่วมในการวางแผน
  • การปรับเปลี่ยน/การพัฒนาระบบเกิดขึ้นเร็วเกินไป
  • ไม่มีการฝึกผนตัวพนักงาน
  • ไม่มีการทดสอบระบบที่ดีพอ
  • เชื่อใจผู้ขายมากจนเกินไป อาจทำให้ค่าใช้จ่ายบานปลายได้
Supply Chain Management (SCM)
  • ทำให้ลูกค้าได้สินค้าที่ถูกต้อง
  • ส่งสินค้าได้ถูกที่
  • ส่งสินค้าได้ทันเวลา
  • ในปริมาณ/คุณภาพที่เหมาะสม
  • ส่งสินค้าได้ในราคาที่ดี
* เป็นในเรื่องของการจัดส่งของ โดยมองลงลึกไปยังตั้งแต่การผลิต ที่ต้องผลิตสินค้าได้ถูกต้อง ก่อนจึงจะส่งสินค้าที่ถูกต้องตามความต้องการ ของลูกค้าได้ทันเวลา

วัตถุประสงค์ของ SCM
  • ช่วยทำนายความต้องการเรา ทำนายความต้องการของลูกค้า
  • ต้องควบคุมการลงทุนและสินค้าคงคลังได้ด้วย
  • สร้างความสัมพันธ์กับ ลูกค้า, Supplier, ผู้จัดส่งสินค้า และ อื่นๆ
  • รับผลลัพธ์ หรือ Feedback จากแต่ละสถานะแต่ละห่วงโซ่เพื่อพัฒนากระบวนการ ให้ถูกต้องและดีที่สุด
บทบาทของ SCM จะถูกแบ่งออกเป็น 4 ส่วนดังนี้
  • Strategic องค์กรต้องการอะไร มีวัตถุประสงค์อะไร จะมีนโยบายอย่างไร
  • Tactical ทำนายความต้องการ ต้องเตรียมข้อมูลอะไรบ้างเพื่อให้ SCM มีประสิทธิภาพ
  • Operational การวางแผนการทำงานอย่างไรบ้าง
  • Execution จะต้องจัดการการทำงานแต่ละกิจกรรมได้อย่างไร
ประโยชน์ของ SCM
  • กระบวนการต่างๆ ถูกต้อง
  • ช่วยลดทางด้านสินค้าคงคลัง
  • นำส่งสินค้าได้อย่างรวดเร็ว
  • ช่วยลดต้นทุน
  • สร้างความสัมพันธ์กับตัว Supplier
ที่มา : http://www.ittooz.com/2011/01/enterprise-business-systems.html



ความสำคัญของธุรกิจ

    ธุรกิจเป็นองค์กรที่จัดตั้งขึ้นเพื่อดำเนินงานในการสนองความต้องการของผู้บริโภคหรือประชาชนโดยนำทรัพยากรต่าง ๆ มาเข้ากระบวนการที่เรียกว่า "การดำเนินธุรกิจ" ซึ่งธุรกิจเหล่านั้นมีผลต่อการพัฒนาประเทศและสังคม พอจะสรุปได้ดังนี้
        1. การดำเนินงานของธุรกิจก่อให้เกิดการนำทรัพยากรของประเทศมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
        2. ช่วยให้ผู้บริโภคหรือประชาชนได้ใช้สินค้าหรือบริการ เพื่อพัฒนาความเป็นอยู่ของตนเองให้ดีขึ้น
        3. ธุรกิจต่าง ๆ ช่วยขจัดปัญหาการว่างงาน และช่วยกระจายรายได้ไปสู่ประชาชน
        4. ช่วยเพิ่มพูนรยได้ให้กับประเทศในรูปแบบของภาษีอากร
        5. ประชาชนหรือผู้บริโภคมีโอกาสได้เลือกสินค้าหรือบริการที่สนองความพึงพอใจสูงสุดได้ง่าย                
             เพราะธุรกิจต่าง ๆ มีการแข่งขันกัน เพื่อพัฒนาสินค้าหรือบริการ
        6. ประเทศสามารถนำภาษีอากรที่จัดเก็บไปพัฒนาประเทศได้



ความหมายของธุรกิจและการประกอบธุรกิจ

          คำว่า "ธุรกิจ" ตรงกับคำในภาษาอังกฤษว่า "Business" ซึ่งมาจากคำว่า Busy ที่แปลว่า ยุ่ง, วุ่น, มีงานมาก, มีธุระยุ่ง ดังนั้นธุรกิจจึงเป็นเรื่องที่จะต้องคิด ต้องแก้ปัญหา และต้องพัฒนาอยู่ตลอดเวลา
ความจริงคำว่า ธุรกิจ นี้เป็นคำกลาง ๆ ไม่ได้หมายความว่าเป็นเรื่องของเอกชนหรือของรัฐบาล และกิจกรรมต่าง ๆ ที่กระทำกันโดยทั่ว ๆ ไปนั้นก็ถือว่าเป็นธุรกิจ เพียงแต่เวลาที่เราพูดถึงธุรกิจเรามักจะรับรู้ว่าเป็นเรื่องของเอกชน เป็นเรื่องของการมุ่งหวังกำไร เพราะฉะนั้นความหมายที่รับรู้กัน ณ วันนี้ก็คือว่า ธุรกิจเป็นเรื่องของกิจการที่เข้ามารับความเสี่ยง

          ความหมายของธุรกิจ (Business) หมายถึง กิจกรรมทุกสิ่งทุกอย่างซึ่งมีความเกี่ยวพันในวงการของสถาบัน เพื่อที่จะจำหน่ายและให้บริการภายใต้กฎเกณฑ์ที่ได้กำหนดไว้ โดยมีความสัมพันธ์กับบริการอื่นและกลุ่มผู้ทำงานร่วมมือให้บรรลุถึงจุดหมายอันเดียวกัน คือ ความสำเร็จของหน่วยงาน

          การประกอบธุรกิจ หมายถึง การผลิตสินค้าและบริการ และการนำสินค้าและบริการนั้นมาจำหน่ายให้แก่ผู้บริโภค ฉะนั้นถ้าการผลิตสินค้าหรือบริการนั้น ๆ ได้ถูกนำมาใช้บริโภคเอง ไม่ได้นำไปขายหรือจำหน่ายจึงเรียกว่า การอุปโภคบริโภค (Consumption) ของตนเอง แต่ถ้าการผลิตสินค้าและบริการได้ถูกนำไปขายหรือจำหน่ายต่อไปจึงเรียกว่า การค้า (Commerces) / การประกอบธุรกิจ (Business Activities) สรุปก็คือว่า ธุรกิจ เป็นกระบวนการดำเนินกิจกรรมทางด้านการผลิต การจำหน่าย และการให้บริการนั่นเอง

ประเภทขององค์กรธุรกิจ

          มีวิธีการแยกแยะประเภทขององค์กรธุรกิจได้หลากหลายแบบ วิธีหนึ่งที่ใช้กันโดยทั่วไป คือ ดูจากกิจกรรมหลักที่สร้างรายได้ให้กับองค์กรธุรกิจนั้น ๆ ตัวอย่างเช่น

          ผู้ผลิต - ผลิตสินค้าจากวัตถุดิบหรือชิ้นส่วน เช่น ผลิตกระดาษ, เหล็กกล้า หรือการประกอบรถยนต์จากชิ้นส่วนต่าง ๆ
          ธุรกิจบริการ - ให้บริการแรงงาน, ความรู้ หรือสินค้าที่จับต้องไม่ได้ มีรายได้จากการคิดค่าแรงงานหรือค่าบริการ เช่น การทาสีบ้าน, ให้คำปรึกษา และร้านอาหาร
          ร้านค้าปลีกและผู้จัดจำหน่าย - เป็นพ่อค้าคนกลางที่รับสินค้าจากผู้ผลิตมาจัดจำหน่ายให้กับลูกค้าที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย ไม่ว่าจะด้วยการจำหน่ายหน้าร้าน, คลังสินค้า หรือผ่านแค็ตตาล็อกก็ตาม
          ธุรกิจเกษตรกรรมและเหมืองแร่ - ผลิตวัตถุดิบต้นน้ำ เช่น พืชพรรณธรรมชาติ และแร่ต่าง ๆ
          สถาบันการเงิน - รวมถึงธนาคาร และบริษัทที่สร้างผลกำไรผ่านการลงทุน และการบริหารเงินทุน
          ธุรกิจสารสนเทศ - มีรายได้จากการขายสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา รวมถึง ผู้ผลิตภาพยนตร์, สำนักพิมพ์ และบริษัทพัฒนาซอฟต์แวร์
          สาธารณูปโภค - ให้บริการสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน เช่น ประปา, ไฟฟ้า, กำจัดขยะ โดยมากจะเป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจหรือสัมปทาน
          อสังหาริมทรัพย์ - สร้างรายได้จากการขาย, ให้เช่า, พัฒนา และบริหาร ที่ดิน, บ้าน และอาคารต่าง ๆ
          ธุรกิจขนส่ง - บริการนำส่งสินค้าจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง มีรายได้จากค่าขนส่ง


ที่มา : http://guru.sanook.com/19434/