จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

วันจันทร์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

คอมพิวเตอร์เบื้องต้น



  1. การทำงานของคอมพิวเตอร์...

    bullet
    ขั้นตอนการทำงานที่สำคัญของคอมพิวเตอร์ 4 ขั้นตอน...
    bullet
    bullet
    ขั้นตอนที่
    การทำงาน
    ตัวอย่างอุปกรณ์
    1. การรับข้อมูลและคำสั่ง (Input)
    คอมพิวเตอร์รับข้อมูลและคำสั่งผ่านอุปกรณ์นำเข้าข้อมูล
    Mouse, Keyboard, Scanner, Microphone
    2. การประมวลผลหรือคิดคำนวณ(Processing)
    ข้อมูลที่คอมพิวเตอร์รับเข้ามา จะถูกประมวลผลโดยการทำงานของหน่วยประมวลผลกลาง(CPU : Central Processing Unit)  ตามคำสั่งของโปรแกรม หรือซอฟต์แวร์
    CPU
    3. การแสดงผลลัพธ์(Output)
    คอมพิวเตอร์จะแสดงผลลัพธ์ของข้อมูลที่ป้อน  หรือแสดงผลจากการประมวลผล  ทางอุปกรณ์แสดงผล
    Monitor, Printer, Speaker
    4. การเก็บข้อมูล(Storage)
    ผลลัพธ์จากการประมวลผลสามารถเก็บไว้ในหน่วยเก็บข้อมูล
    hard disk, floppy disk, CD-ROM
     
  2. ส่วนประกอบของคอมพิวเตอร์...

    bullet
    ส่วนประกอบภายใน และอุปกรณ์เสริมต่อพ่วง ภายนอก
    2.1 Monitor 
    Screen, Display ใช้แสดงผลทั้งข้อความ ภาพนิ่ง และภาพเคลื่อนไหว จอภาพในปัจจุบัน ส่วนมากใช้จอแบบหลอดภาพ (CRT หรือ Cathode Ray Tube) และจอแบบผลึกเหลว (LCD หรือ Liquid Crystal Display)
    2.2 Computer Case  
    เก็บอุปกรณ์หลักของคอมพิวเตอร์ เช่น CPU, Disk Drive, Hard Disk ฯลฯ

    2.3 Keyboard 
    ใช้พิมพ์คำสั่ง หรือป้อนข้อมูล มีลักษณะคล้ายแป้นพิมพ์ดีด แต่มีปุ่มพิมพ์มากกว่า
    2.4 Mouse 
    ใช้ชี้ตำแหน่งบนจอภาพ เพื่อสั่งให้คอมพิวเตอร์ทำงาน เช่นเดียวกับการป้อนคำสั่งทางคีย์บอร์ด
    2.5 Modem

     
    อุปกรณ์ที่ทำหน้าที่แปลงสัญญาณคอมพิวเตอร์ให้สามารถส่งไปตามสายโทรศัพท์ได้
    2.6 Printer  
    อุปกรณ์แสดงผลข้อมูลออกมาทางกระดาษ
    2.7 Scanner
    อุปกรณ์นำเข้าข้อมูลที่เป็นรูปภาพหรือข้อความมาสแกน แล้วจัดเก็บไว้เป็นไฟล์ภาพ เพื่อนำไปใช้งานต่อไป
    o         ข้อความจากการ Scan แตกต่างกับข้อความจากการพิมพ์ผ่าน Keyboard
  3. ฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์...

    bullet
    คอมพิวเตอร์ ประกอบด้วยอุปกรณ์ที่สำคัญ 2 ส่วน ...
    bullet
    3.1 Hardware ...
    bullet
    เป็นส่วนที่ประกอบของเครื่องคอมพิวเตอร์
    ที่สามารถมองเห็นและสัมผัสได้ เช่น
    o     ไมโครโปรเซสเซอร์
    o     หน่วยความจำ  
    o     อุปกรณ์เก็บข้อมูล  
    o     อุปกรณ์รับข้อมูล    
    o     อุปกรณ์แสดงผลข้อมูล
    bullet
    3.2 Software ...
    bullet
    ชุดคำสั่งที่เขียนขึ้นโดยโปรแกรมเมอร์ เพื่อสั่งให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำงาน ซอฟต์แวร์จะถูกอ่านจากหน่วยบันทึกข้อมูล ส่งต่อไปยังซีพียู เพื่อควบคุมการประมวลผล และคำนวณ
    ซอฟต์แวร์ แบ่งออกเป็น 
    ประเภทคือ
    bullet
    (1) ซอฟต์แวร์ระบบปฏิบัติการ (Operating System Software) ...
    bullet
    เป็นซอฟต์แวร์ที่ควบคุมการทำงานทั้งหมดของฮาร์ดแวร์  ซึ่งคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องจะต้องมีระบบปฏิบัติการอย่างใดอย่างหนึ่งเสมอ ระบบปฏิบัติการยอดนิยมในปัจจุบันนี้ คือ Window Me, Windows XP,  OS/2,  Unix  และ  Linux  ระบบปฏิบัติจะมีการพัฒนา และปรับปรุงให้มีรุ่นใหม่อยู่เรื่อยๆ
    bullet
    ตัวอย่างซอฟต์แวร์ระบบปฏิบัติการ (Operating System Software) ...
    bullet
    bullet
    (2) ซอฟต์แวร์ประยุกต์ (Application Software) ...
    bullet
    ชุดคำสั่งที่เขียนขึ้นเพื่อสั่งให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำงานเฉพาะด้านต่างๆ ตามที่ผู้ใช้ต้องการ ซอฟต์แวร์ประยุกต์จำแนกได้เป็น 2 ประเภท คือ
    ·         ซอฟต์แวร์สำหรับงานเฉพาะด้าน (Special Purpose Software)  จะมีความเหมาะสมกับงานเฉพาะด้าน เช่น โปรแกรมสำหรับการซื้อขาย มีประโยชน์กับร้านค้า หรือโปรแกรมสำหรับฝากถอนเงิน  ก็จะมีประโยชน์กับองค์กรเกี่ยวกับการเงิน เช่น ธนาคาร  
    ·         ซอฟต์แวร์สำหรับงานทั่วไป (General purpose Software) เป็นซอฟต์แวร์ที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับงานส่วนตัวได้อย่างหลากหลาย  ทำให้ได้รับความนิยมสูงสุดในปัจจุบัน เช่น Microsoft Word,  Microsoft Excel, Microsoft  PowerPoint, Photoshop และ Oracle เป็นต้น
    bullet
    ตัวอย่างซอฟต์แวร์ประยุกต์ (Application Software) สำหรับงานทั่วไป ...
    bullet
  4. ตัวเครื่อง...

    bullet
    ตัวเครื่องมีหลากหลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับการออกแบบของผู้ผลิต ซึ่งสามารถแบ่งออกได้เป็น ประเภท
    ตัวเครื่องแบบแนวนอน (Desktop Case)วางตัวเครื่องแนวนอนบนโต๊ะ แล้วนำจอภาพมาวางซ้อนไว้บนโต๊ะ
    ตัวเครื่องแบบแนวตั้ง (Tower Case) วางตัวเครื่องไว้ในแนวตั้ง  สามารถนำมาวางบนโต๊ะ หรือบนพื้น แล้ววางจอภาพไว้ข้างๆ ตัวเครื่อง  ปัจจุบันแบบนี้ได้รับความนิยม
    ตัวเครื่องแบบรวมในชิ้นเดียว (All-In-One Case) เป็นการวางเอาตัวเครื่องและอุปกรณ์ทั้งหมด รวมเป็นชิ้นเดียว คล้ายกับโทรทัศน์ ตัวเครื่องแบบนี้สะดวกในการเคลื่อนย้ายกะทัดรัด แต่ไม่ค่อยได้รับความนิยม เพราะเพิ่มเติมอุปกรณ์ได้ยากเนื่องจากเปิดตัวเครื่องไม่สะดวก
    คอมพิวเตอร์แบบพกพา สามารถพกพา หรือนำติดตัวไปใช้งานในที่ต่างๆ ได้อย่างสะดวก ขนาดเล็ก น้ำหนักเบา และสามารถใช้งานได้โดยแบตเตอรี่ที่อยู่ในเครื่อง (2-3 ชม.) แต่มีข้อจำกัดคือ ราคาแพง และการเพิ่มเติมอุปกรณ์ทำได้ยาก
    bullet
    คอมพิวเตอร์แต่ละแบบ ต่างมีข้อดีและข้อเสียในตัวเอง การเลือกใช้งานขึ้นอยู่กับความเหมาะสมและลักษณะงานของผู้ใช้
    bullet
    ตัวอย่าง เปรียบเทียบรายละเอียดคุณสมบัติของเครื่อง Desktop PC กับ Notebook...
    bullet

    Desktop PCHP Business PC DC7100 USDT 
    Notebook
    HP Pavilion zv5217AP
    o        CPU
    Intel P4-530 (3.06GHz.)
    : Intel Pentium 4 processor 1.8GHz
    o   RAM
    512MB PC3200 (sngl chnl)
    256MB DDR333 (2 GB Max.)
    o   Hard Disk
    - 80GB 7200rpm
    40GB (4,200RPM)
    o   Floppy Drive
    No Floppy
    1.44MB FDD
    o   CD-Drive
    - CD-RW/DVD
    24x24x24x CD-RW/ 8x DVD Combo Drive
    o   Monitor
    LCD L1730 (P9625A)
    15.4" TFT WXGA LCD 
    o   Display

    graphics controller up to 128MB shared
    o   Keyboard/Mouse
    ขนาดปกติ

    o   Weight

    3.8 kg
    o   Power
    Lease line 220 V
    12-Cell LiION Battery
    o   ราคา
    ราคา 49,000.00 บาท
    ราคา 49,900.00 บาท
    update 05/05/2548

  5. ส่วนประกอบภายในเครื่อง...

    bullet
    ในตัวเครื่องคอมพิวเตอร์จะมีชิ้นส่วนภายในหลายชิ้น แต่ละชิ้นทำหน้าที่เฉพาะอย่าง
    bullet
    เมนบอร์ด (Motherboard)...
    bullet
    §         เมนบอร์ด (Motherboard)
    แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์หลักของคอมพิวเตอร์อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทุกชิ้นของคอมพิวเตอร์ จะต้องต่อเชื่อมเข้ากับเมนบอร์ดนี้

    bullet
     หน่วยประมวลผลกลาง (CPU-Central Processing Unit)...
    bullet
    §         หน่วยประมวลผลกลาง (CPU-Central Processing Unit)
    เป็นอุปกรณ์หลักของคอมพิวเตอร์  ทำหน้าที่คำนวณ ประมวลผล และควบคุมอุปกรณ์อื่นๆ  ประกอบด้วยหน่วยย่อย หน่วย คือ หน่วยความจำหลัก หน่วยคณิตศาสตร์และตรรกะ หรือหน่วยคำนวณ และหน่วยควบคุม
    bullet
    หน่วยความจำแรม (RAM - Random Access Memory)...
    bullet
    §         หน่วยความจำแรม (RAM - Random Access Memory)
       
    เป็นหน่วยความจำหลัก ที่ใช้พักข้อมูลชั่วคราว ระหว่างอุปกรณ์บันทึกข้อมูลต่างๆ กับหน่วยประมวลผลกลาง เมื่อปิดเครื่อง ข้อมูลที่อยู่ในแรมจะหายไป
    bullet
    หน่วยความจำรอม (ROM-Read Only Memory)...
    bullet
    §         หน่วยความจำรอม (ROM-Read Only Memory)
    เป็นหน่วยความจำถาวร ที่ใช้บันทึกข้อมูลของอุปกรณ์ที่ติดตั้งบนเมนบอร์ด เช่น ขนาดและประเภทของฮาร์ดดิสก์ที่ใช้ ขนาดของแรม หน่วยประมวลผลที่ใช้ การติดตั้งฟลอปปี้ไดรฟ์  เป็นต้น และใช้เก็บคำสั่งที่มักใช้บ่อยๆ เช่น คำสั่งเริ่มต้นการทำงานของคอมพิวเตอร์   ข้อมูลที่บันทึกในรอม จะยังคงอยู่แม้จะปิดเครื่อง  มักจะเป็นข้อมูลที่มีการเปลี่ยนแปลงน้อยมาก โดยเฉพาะข้อมูลที่ใช้ในการเริ่มระบบ(Start Up) ข้อมูลควบคุมการรับส่งคำสั่งและข้อมูล ตลอดจนการแสดงผล
    bullet
    ช่องเสียบอุปกรณ์เพิ่มเติม (Expansion Slot) ...
    bullet
    §         ช่องเสียบอุปกรณ์เพิ่มเติม (Expansion Slot)
    เรียกกันทั่วไปว่า "สล๊อต" ทำหน้าที่ให้การ์ดขยาย เสียบเชื่อมต่อสัญญาณระหว่างการ์ดขยายกับเมนบอร์ด

    bullet
    การ์ดขยาย (Expansion Card) ...
    bullet
    §         การ์ดขยาย (Expansion Card)
    เป็นอุปกรณ์คล้ายบัตร หรือการ์ดขนาดใหญ่ จึงเรียกว่า การ์ดขยาย ทำหน้าที่เฉพาะด้าน เช่น การ์ดแสดงผล การ์ดเสียง เป็นต้น
    bullet
    จานบันทึกข้อมูลแบบแข็ง (Hard Disk)...
    bullet
    §         จานบันทึกข้อมูลแบบแข็ง
    (
    Hard Disk)
    อุปกรณ์เก็บข้อมูลหลักของเครื่องคอมพิวเตอร์ มีความจุข้อมูลมากกว่าฟลอปปี้ดิสก์ ติดตั้งภายในตัวเครื่อง ปัจจุบันมีความจุในระดับกิกะไบต์ (คาดว่าจะมีความจุระดับ Tarabyteในอนาคตอันใกล้) เวลาเปิดเครื่องใช้งาน โปรแกรมจะถูกอ่านจากฮาร์ดดิสก์ไปยังแรม
    bullet
    อุปกรณ์อื่นๆ...
    bullet
    bullet
    CD-ROM Drive...
    bullet
    อุปกรณ์เล่นแผ่นซีดีรอม โดยคอมพิวเตอร์ จะอ่านข้อมูลที่บันทึกในแผ่นซีดี และแสดงผลออกมาทางจอภาพ
    bullet
    Floppy Drive...
    bullet
    ช่องสำหรับอ่านแผ่นบันทึกข้อมูล (ปัจจุบันขนาด 3.5 นิ้ว)  คอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่ยังจำเป็นต้องมีไดรฟ์ชนิดนี้  แต่มีแนวโน้มว่าจะหมดยุคของฟลอปปี้ไดรฟ์ในอีกไม่กี่ปี
    bullet
    Power Supply...
    bullet
    ติดตั้งอยู่ภายในเครื่องคอมพิวเตอร์ด้านหลังทำหน้าที่แปลงระดับแรง ดันไฟฟ้าที่ใช้ตามบ้านหรือไฟฟ้าทั่วไปให้เหมาะกับที่ใช้ในคอมพิวเตอร์














    ความหมายของธุรกิจและการประกอบธุรกิจ

     คำว่า "ธุรกิจ" ตรงกับคำในภาษาอังกฤษว่า "Business" ซึ่งมาจากคำว่า Busy ที่แปลว่า ยุ่ง, วุ่น, มีงานมาก, มีธุระยุ่ง ดังนั้นธุรกิจจึงเป็นเรื่องที่จะต้องคิด ต้องแก้ปัญหา และต้องพัฒนาอยู่ตลอดเวลา
    ความจริงคำว่า ธุรกิจ นี้เป็นคำกลาง ๆ ไม่ได้หมายความว่าเป็นเรื่องของเอกชนหรือของรัฐบาล และกิจกรรมต่าง ๆ ที่กระทำกันโดยทั่ว ๆ ไปนั้นก็ถือว่าเป็นธุรกิจ เพียงแต่เวลาที่เราพูดถึงธุรกิจเรามักจะรับรู้ว่าเป็นเรื่องของเอกชน เป็นเรื่องของการมุ่งหวังกำไร เพราะฉะนั้นความหมายที่รับรู้กัน ณ วันนี้ก็คือว่า ธุรกิจเป็นเรื่องของกิจการที่เข้ามารับความเสี่ยง
      ความหมายของธุรกิจ (Business) หมายถึง กิจกรรมทุกสิ่งทุกอย่างซึ่งมีความเกี่ยวพันในวงการของสถาบัน เพื่อที่จะจำหน่ายและให้บริการภายใต้กฎเกณฑ์ที่ได้กำหนดไว้ โดยมีความสัมพันธ์กับบริการอื่นและกลุ่มผู้ทำงานร่วมมือให้บรรลุถึงจุดหมายอันเดียวกัน คือ ความสำเร็จของหน่วยงาน
              
     การประกอบธุรกิจ หมายถึง การผลิตสินค้าและบริการ และการนำสินค้าและบริการนั้นมาจำหน่ายให้แก่ผู้บริโภค ฉะนั้นถ้าการผลิตสินค้าหรือบริการนั้น ๆ ได้ถูกนำมาใช้บริโภคเอง ไม่ได้นำไปขายหรือจำหน่ายจึงเรียกว่า การอุปโภคบริโภค (Consumption) ของตนเอง แต่ถ้าการผลิตสินค้าและบริการได้ถูกนำไปขายหรือจำหน่ายต่อไปจึงเรียกว่า การค้า (Commerces) / การประกอบธุรกิจ (Business Activities) สรุปก็คือว่า ธุรกิจ เป็นกระบวนการดำเนินกิจกรรมทางด้านการผลิต การจำหน่าย และการให้บริการนั่นเอง
    ประเภทขององค์กรธุรกิจ
              มีวิธีการแยกแยะประเภทขององค์กรธุรกิจได้หลากหลายแบบ วิธีหนึ่งที่ใช้กันโดยทั่วไป คือ ดูจากกิจกรรมหลักที่สร้างรายได้ให้กับองค์กรธุรกิจนั้น ๆ ตัวอย่างเช่น
              ผู้ผลิต - ผลิตสินค้าจากวัตถุดิบหรือชิ้นส่วน เช่น ผลิตกระดาษ, เหล็กกล้า หรือการประกอบรถยนต์จากชิ้นส่วนต่าง ๆ
              ธุรกิจบริการ - ให้บริการแรงงาน, ความรู้ หรือสินค้าที่จับต้องไม่ได้ มีรายได้จากการคิดค่าแรงงานหรือค่าบริการ เช่น การทาสีบ้าน, ให้คำปรึกษา และร้านอาหาร
              ร้านค้าปลีกและผู้จัดจำหน่าย - เป็นพ่อค้าคนกลางที่รับสินค้าจากผู้ผลิตมาจัดจำหน่ายให้กับลูกค้าที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย ไม่ว่าจะด้วยการจำหน่ายหน้าร้าน, คลังสินค้า หรือผ่านแค็ตตาล็อกก็ตาม
              ธุรกิจเกษตรกรรมและเหมืองแร่ - ผลิตวัตถุดิบต้นน้ำ เช่น พืชพรรณธรรมชาติ และแร่ต่าง ๆ
              สถาบันการเงิน - รวมถึงธนาคาร และบริษัทที่สร้างผลกำไรผ่านการลงทุน และการบริหารเงินทุน
              ธุรกิจสารสนเทศ - มีรายได้จากการขายสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา รวมถึง ผู้ผลิตภาพยนตร์, สำนักพิมพ์ และบริษัทพัฒนาซอฟต์แวร์
              สาธารณูปโภค - ให้บริการสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน เช่น ประปา, ไฟฟ้า, กำจัดขยะ โดยมากจะเป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจหรือสัมปทาน
              อสังหาริมทรัพย์ - สร้างรายได้จากการขาย, ให้เช่า, พัฒนา และบริหาร ที่ดิน, บ้าน และอาคารต่าง ๆ
              ธุรกิจขนส่ง - บริการนำส่งสินค้าจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง มีรายได้จากค่าขนส่ง
    ความสำคัญของธุรกิจ
      ธุรกิจเป็นองค์กรที่จัดตั้งขึ้นเพื่อดำเนินงานในการสนองความต้องการของผู้บริโภคหรือประชาชนโดยนำทรัพยากรต่าง ๆ มาเข้ากระบวนการที่เรียกว่า "การดำเนินธุรกิจ" ซึ่งธุรกิจเหล่านั้นมีผลต่อการพัฒนาประเทศและสังคม พอจะสรุปได้ดังนี้
            1. การดำเนินงานของธุรกิจก่อให้เกิดการนำทรัพยากรของประเทศมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
            2. ช่วยให้ผู้บริโภคหรือประชาชนได้ใช้สินค้าหรือบริการ เพื่อพัฒนาความเป็นอยู่ของตนเองให้ดีขึ้น
            3. ธุรกิจต่าง ๆ ช่วยขจัดปัญหาการว่างงาน และช่วยกระจายรายได้ไปสู่ประชาชน
            4. ช่วยเพิ่มพูนรายได้ให้กับประเทศในรูปแบบของภาษีอากร
            5. ประชาชนหรือผู้บริโภคมีโอกาสได้เลือกสินค้าหรือบริการที่สนองความพึงพอใจสูงสุดได้ง่าย                
                 เพราะธุรกิจต่าง ๆ มีการแข่งขันกัน เพื่อพัฒนาสินค้าหรือบริการ
            6. ประเทศสามารถนำภาษีอากรที่จัดเก็บไปพัฒนาประเทศได้

     
    โครงสร้างระบบธุรกิจ (Enterprise Business Systems)
    Customer Relationship Management (CRM) คือ การมองลูกค้าเป็นสำคัญ เพื่อสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ทั้งหมด จึงต้องใช้ระบบต่างๆ เพื่อสามารถรู้ถึงความต้องการของลูกค้า และ สร้างความสัมพันธ์ที่ดีเพื่อให้ลูกค้าเกิดความพอใจ
    • จะต้องเป็นช่องทางที่พนักงานสามารถเข้าถึงข้อมูลของบริษัทได้ เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า ณ ขณะนั้น
    • จะต้องเป็นช่องทางที่ลูกค้าเองก็สามารถเข้าดูข้อมูลได้ว่า ณ ช่วงเวลานั้นทางบริษัทมีโปรโมชั่นอะไรให้เค้าบ้าง
    • โดยตัว CRM จะเป็น cross-functional และ เป็นระบบแบบ automates เพื่อตอบสนองความต้องการและเชื่อมโยงการทำงานต่างเข้าด้วยกัน
    Application Clusters in CRM สามารถแบ่งออกได้เป็น 5 ส่วนด้วยกันคือ
    • ช่วยในด้านของการติดต่อกับลูกค้า
    • ช่วยในด้านของการขาย
    • ช่วยในด้านของการทำการตลาด
    • สนับสนุนบริการให้กับลูกค้า
    • รับษาลูกค้าและคงความจงรักภักดี ของลูกค้าต่อไปในอนาคต
    * โดย CRM จะต้องเก็บข้อมูลทั้งข้อมูลของลูกค้าเก่าและลูกค้าใหม่

    การจัดการข้อมูลการติดต่อกับบัญชีของลูกค้า (Contact and Account Management)

    CRM จะช่วยสนับสนุนทางด้านของการทำการติดต่อกับลูกค้า และ การบัญชีเพื่อที่จะช่วยทางด้าน Sale ที่จะขายสินค้า ช่วยทางด้านการตลาดเพื่อนำเสนอสินค้าใหม่ หรือ จัดโปรโมชั่นได้ถูกต้องกับกลุ่มลูกค้าที่มีอยู่ โดยข้อมูลที่ได้มาจะมาจาก โทรศัพท์, FAX, Email, Website เป็นต้น

    การขาย (Sale)
    ข้อมูลลูกค้าจะมีประโยชน์ต่อการขาย และ การจัดการการขาย โดยแบ่งการขายออกเป็น 2 แบบได้แก่
    1.     Cross Selling คือ การขายต่อเนื่อง การขายอะไรที่มีความสัมพันธ์กันเช่น ขายกับข้าว ก็ขายน้ำด้วย, ขาย Notebook + Accessories
    2.     Up Selling คือ การขายต่อยอด การทำให้ลูกค้าซื้อสินค้าให้เยอะกว่าเดิม เช่น ส้ม กิโลละ 40 บาท 3 โล 100 บาท
    CRM ก็จะช่วยในด้านของการตรวจสอบสถานะของลูกค้า ประวัติของลูกค้า หรือ การจัดเวลาไปหาลูกค้า

    การทำการตลาด (Marketing and Fulfillment)

    CRM จะช่วยในด้านของการทำการตลาดแบบ Direct Marketing และทำให้ทุกอย่างแบบอัตโนมัติ
    • สามารถทำการตลาดแบบ Target Marketing
    • จัดเวลาในการทำการตลาด
    • ช่วยในด้านของการจัดการตลาด
    • การวิเคราะห์ตลาด
    • ตอบสนองความต้องการของลูกค้า
    การรักษาลูกค้า และ การสร้างความจงรักภักดี
    • ต้องใช้ค่าใช้จ่ายถึง 6 เท่าตัวในการหาลูกค้าใหม่
    • ถ้าลูกค้าไม่พอใจเค้าก็จะบอกต่อ 8-10 คนหรือมากกว่านั้น
    • ลูกค้าเก่าเพียง 5% สามารถสร้างผลกำไรได้มากถึง 85%
    • โอกาศที่ขายให้ลูกค้าเก่ามีถึง 50% แต่โอกาศในการขายสินค้าให้ลูกค้าใหม่ได้เพียง 15%
    Three Phases of CRM
    • การทำให้ลูกค้าเกิดความสนใจจนได้มาเป็นลูกค้า
    • การสนับสนุนลูกค้า ตอบสนองความต้องการของลูกค้า
    • การรักษาลูกค้าด้วยการให้โปรโมชั่นต่างๆ
    ประโยชน์ของระบบ CRM
    • ระบุลูกค้าได้ว่าลูกค้าคนไหนจะเป็นลูกค้าของเรา
    • นำเสนอสินค้าได้อย่างทันทีทันใด
    • รู้ว่าเมื่อไรที่ลูกค้าต้องการสินค้าและบริการของเรา
    • สามารถตอบสนองความต้องการและสร้างความพึงพอใจแก่ลูกค้าได้
    ข้อเสียของ CRM
    • 50% ใช้ระบบ CRM ไม่ได้ผล
    • 20% สูญเสียลูกค้าไป
    เหตุผลที่ใช้ CRM ได้ไม่ได้ผล
    • ขาดการเข้าใจและการเตรียมตัวที่ดีพอ
    • คนในองค์กรไม่พยายามปรับตัวเข้ากับระบบใหม่ๆ เพราะยึดติดกับกระบวนการเดิมๆ
    • ตัวระบบนั้นไม่ได้แก้ปัญหาจริงๆ ขององค์กร เพราะปัญหาหลักอาจไม่ได้เกิดจากระบบ CRM
    ERP (Enterprise resource planning) ถือได้ว่าเป็น cross-functional เหมือนกันแต่ว่าเป็นตัว Backbone กลางในการเชื่อมข้อมูลต่างๆ เข้าไว้ด้วยกันเพื่อใช้ข้อมูลต่างๆ ร่วมกัน

    Enterprise resource planning (ERP) คือ การวางแผนการใช้ทรัพยากรภายในองค์กรอย่างคุ้มค่า เพื่อให้การดำเนินธุกกิจดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ
    • ทำหน้าที่รวมหน้าที่การทำงานต่างๆ เอาไว้ด้วยกัน เช่น การผลิต ว่าจะใช้คนเท่าไร ใช้เวลาเท่า จัดส่งอย่างไร เก็บเงินได้เท่าไร
    • สนับสนุนกระบวนการภายในขององค์กร
    • ทำให้การทำงานของธุรกิจ Supplier และ ลูกค้าดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ
    * โดยตัว CRM จะมองที่ความต้องการของลูกค้า การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้า ส่วน ERP จะมองถึงการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานภายในองค์กร

    ประโยชน์ และ ความท้าทายของ ERP
    • ให้คุณภาพและประสิทธิภาพในการทำงาน
    • ลดค่าใช้จ่าย
    • ช่วยในด้านของการตัดสินใจ
    • สามารถทำงานได้อย่างรวดเร็ว
    ค่าใช้จ่ายของระบบ ERP
    • มีความเสี่ยงและค่าใช้จ่ายที่สูง
    • Hardware และ Software ต้องลองรับด้วย
    • ถ้าค่าใช้จ่ายสูงมากๆ และไม่สามารถควบคุมได้ก็อาจจะทำให้ธุรกิจล้มเหลว เพราะไม่ได้ประโยชน์จากระบบใหม่เลย
    ความล้มเหลวจากการนำระบบ ERP มาใช้งาน
    • การวางแผนค่าใช้จ่ายที่ไม่ดีพอ การวางแผนในด้านของการพัฒนา และ การอบรมพนักงาน
    • พนักงานที่ต้องใช้ระบบไม่มีส่วนร่วมในการวางแผน
    • การปรับเปลี่ยน/การพัฒนาระบบเกิดขึ้นเร็วเกินไป
    • ไม่มีการฝึกผนตัวพนักงาน
    • ไม่มีการทดสอบระบบที่ดีพอ
    • เชื่อใจผู้ขายมากจนเกินไป อาจทำให้ค่าใช้จ่ายบานปลายได้
    Supply Chain Management (SCM)
    • ทำให้ลูกค้าได้สินค้าที่ถูกต้อง
    • ส่งสินค้าได้ถูกที่
    • ส่งสินค้าได้ทันเวลา
    • ในปริมาณ/คุณภาพที่เหมาะสม
    • ส่งสินค้าได้ในราคาที่ดี
    * เป็นในเรื่องของการจัดส่งของ โดยมองลงลึกไปยังตั้งแต่การผลิต ที่ต้องผลิตสินค้าได้ถูกต้อง ก่อนจึงจะส่งสินค้าที่ถูกต้องตามความต้องการ ของลูกค้าได้ทันเวลา

    วัตถุประสงค์ของ SCM
    • ช่วยทำนายความต้องการเรา ทำนายความต้องการของลูกค้า
    • ต้องควบคุมการลงทุนและสินค้าคงคลังได้ด้วย
    • สร้างความสัมพันธ์กับ ลูกค้า, Supplier, ผู้จัดส่งสินค้า และ อื่นๆ
    • รับผลลัพธ์ หรือ Feedback จากแต่ละสถานะแต่ละห่วงโซ่เพื่อพัฒนากระบวนการ ให้ถูกต้องและดีที่สุด
    บทบาทของ SCM จะถูกแบ่งออกเป็น 4 ส่วนดังนี้
    • Strategic องค์กรต้องการอะไร มีวัตถุประสงค์อะไร จะมีนโยบายอย่างไร
    • Tactical ทำนายความต้องการ ต้องเตรียมข้อมูลอะไรบ้างเพื่อให้ SCM มีประสิทธิภาพ
    • Operational การวางแผนการทำงานอย่างไรบ้าง
    • Execution จะต้องจัดการการทำงานแต่ละกิจกรรมได้อย่างไร
    ประโยชน์ของ SCM
    • กระบวนการต่างๆ ถูกต้อง
    • ช่วยลดทางด้านสินค้าคงคลัง
    • นำส่งสินค้าได้อย่างรวดเร็ว
    • ช่วยลดต้นทุน
    • สร้างความสัมพันธ์กับตัว Supplier



     
    การนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในงานธรุกิจ

    1.การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศกับงานธุรกิจ
    การประยุกต์เทคโนโลยีสารสนเทศกับระบบงานในองค์กรและงานด้านบริหารในโลกยุคใหม่มีการแข่งขันกันอย่างรุนแรง ทำให้การค้าและการดำเนินธุรกิจมีการเปลี่ยนแปลงองค์กรต่างๆเริ่มพยายามเปลี่ยนแปลงให้ก้าวทันสู่ยุคของการค้ารูปแบบใหม่ โดยผ่านเคืรอข่ายอินเตอร์เน็ต เพื่อเพิ่มช่องทางการค้าขายการตลาดและการบริการไปสู่กลุ่มลูกค้าทั้งเก่าและใหม่ เป็นการสร้างความพึงพอใจแก่ลูกค้า คำว่า "อีคอมเมิร์ซ"จัดเป็นทางเลือกหนึ่งที่ช่วยให้องค์กร ได้เปรียบคู่แข่งขัน
    2.ความหมายของอีคอมเมิร์ซ (E-Commerce)
    หรือชื่อที่แปลเป้นไทยว่า "พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์" หมายถึงการดำเนินธุรกิจซื้อขายโดยใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็รส่วนหนึ่งของ E-Business หมายถึง การทำกิจกรรมทุกๆอย่างทุกขั้นตอนผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมีขอบเขตที่กว้างกว่าอีคอมเมิร์ซที่เป็นการดำเนินธุรกิจโดนอาศัยเทคโนโลยีสารสนเทศและโทรคมนาคมเป็นโครงสร้างพื้นฐานเพื่อให้สามารถติดต่อสื่อสารกับลูกค้า ค้นหาข้อมูลหรือทำงานร่วมกันได้


    อีคอมเมิร์ซ เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน การตัดสินใจลงทุนในธุรกิจประเภทนี้ จะต้องวางแผนให้รัดกุม เพราะในปัจจุบันมีคู่แข่งขันเข้ามาในธุรกิจมาก เพราะนักลงทุนสามารถเปิดธุรกิจได้ง่ายและกำลังอยู่ในความสนใจของคนรุ่นใหม่


    3.ความเป็นมาของอีคอมเมิร์ซ


    ปัจจุบันมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างบริษัทด้วยการใช้ระบบไปรษณีย์ และอีกหลายบริษัทใช้วิธีการป้อนข้อมูลลงในโปรแกรมแบบฟอร์มธุรกิจไม่ว่าจะเป็นใบสั่งซื้อใบส่งสินค้าใบเสร็จรับเงินและจัดพิมพ์ข้อมูลออกทางเครื่องพิมพ์ จึงจัดส่งแบบฟอร์มนั้นหรือใช้วิธีส่งแฟกซ์ ทำให้บริษัทต้องสูญเสียเวลามากมายในการใช้ระบบแบบเดิม

    ต่อมายุคการแลกเปลี่ยนข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์(EDI)จึงได้มีแนวคิดที่จะทำให้คอมพิวเตอร์ช่วยการค้าทั้งสองฝ่ายแลกเปลี่ยนเอกสารกันทางอิเล็กทรอนิกส์ได้โดยตรง คือ คอมพิวเตอร์ของฝ่ายหนึ่งจัดส่งเอกสารต่างๆที่เคยต้องพิมพ์ลงไปในเอกสารนั้นไปให้คอมพิวเตอร์ของอีกฝ่ายหนึ่งในรูปข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์โดยผ่านระบบเครือข่ายหรือเน็ตเวิร์กแบบที่จัดสร้างขึ้นโดยฌฉพาะ หรือส่งผ่านสายโทรศัทพ์ซึ่งช่วยเพิ่มความเร็วในการทำงานได้มาก แต่ปัญหาที่ตามมาคือ ไม่มีเอกสารที่อยู่บนกระดาษเป็นหลักฐานให้เซ็นชื่อกำกับเหมือนก่อน

    วิธีแก้ไขปัญหาคือ ปัญหาแรกอาจต้องมีการเข้ารหัสพิเศษก่อนจะส่งข้อมูล เพื่อยืนยันได้ว่าผู้ที่เข้ารหัสมาก็คือฝ่ายที่เป็นคู่ค้าไม่ใช่บุคคลอื่นส่วนปัญหาข้อสองที่โปรแกรมไม่สามารถใช้งานในรูปแบบเดียวกันได้นั้น มีการวางมาตราฐานในการวางข้อมูลระหว่างกันให้เป็นระบบที่เรียกว่า ระบบการแลกเปลี่ยนข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ หรือระบบ EDI (Electronics Data Interchange)

    แต่การนำระบบ EDI มาใช้ยังได้รับความนิยมน้อย เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายในการวางระบบ และดำเนินงานสูงมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการที่จะให้คอมพิวเตอร์ของแต่ละฝ่ายที่เกี่ยวข้อง สามารถรับส่งข้อมูลกันได้อย่างราบรื่นยิ่งมีฝ่ายที่เกี่ยวข้องมากขึ้นเท่าไรความยุ่งยากซับซ้อน ที่ตามมาก็มากขึ้น ทำให้มีใช้กันเฉพาะในวงการอุตสาหกรรมหรือการค้าเฉพาะทางที่มีผู้เกี่ยวข้องเพียงไม่กี่ฝ่ายเท่านั้น เช่น ด้านอุตสาหกรรม รถยนต์

    ปัจจุบันระบบอินเตอร์เน็ตเป็นที่นิยมแพร่หลาย แนวคิดในการแลกเปลี่ยนข้อมูล เพื่อการค้าระหว่างคอมพิวเตอร์ของแต่ธุรกิจที่เกี่ยวข้องโดยตรงนั้นก็เกิดขึ้น โดยแทนที่ระบบ EDI ซึ่งเป็นระบบของธุรกิจขนาดใหญ่ แต่กลายเป็นระบบการซื้อขายในระดับของผู้บริโภคทั่วๆไปโดยตรง ใครมีคอมพิวเตอร์สามารถต่อระบบอินเตอร์ได้ก็สามารถเข้าร่วมกันกระบวนการค้าอิเล็กทรอนิกส์ได้ทันที

    การค้าทางอิเล็กทรอนิกส์บนอินเตอร์เน็ตสามารถทำได้ง่ายกว่า เพราะการเปลี่ยนแปลงทางด้านซอฟต์แวร์ที่ใช้งาน โปรแกรมสำหรับเรียกดูข้อมูล เช่น โปรแกรม Internet Explorer สามารถทำงานได้ค่อนข้างหลากหลาย และพัฒนาให้มีปรพสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง

    4.ประโยชน์ของอีคอมเมิร์ซ (E-Commerce)

    ประโยชน์ของอีคอมเมิร์ซต่อบุคคล มีดังนี้

    1.มีสินค้าและบริการราคาถูกจำหน่าย

    2.ทำให้ลูกค้ามีทางเลือกมากขึ้น

    3.สามารถทำธุรกรรมได้ตลอด 24 ชั่วโมง

    4.ทราบข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าและบริการได้ในเวลาที่รวดเร็ว

    5.ทำให้ลูกค้าสามารถเลือกสินค้าตรงตามความต้องการมากที่สุด

    6.สนับสุนนการประมูลเสมือนจริง

    ประโยชน์ของอีคอมเมิร์ซต่อองค์กรธุรกิจ มีดังนี้

    1.ขยายตลาดในระดับประเทศและระดับโลก

    2.ทำให้บริการลูกค้าได้จำนวนมากทั่วดลกด้วยต้นทุนที่ต่ำ

    3.ลดปริมาณเอกสารเกี่ยวกับการสร้าง การประมวล ได้ถึงร้อยละ 90

    4.ลดต้นทุนการสื่อโทรคมนาคม เพราะอินเตอร์เน็ตราคาถูกกว่าโทรศัพท์

    5.ช่วยให้บริษัทขนาดเล็กสามารถแข่งขันกับบริษัทขนาดใหญ่ได้

    ประโยชน์ของอีคอมเมิร์ซต่อสังคม มีดังนี

    1.สามารถทำงานที่บ้านได้ ทำให้มีการเดินทางน้อยลง การจราจรไม่ติดขัด

    2.การซื้อสินค้าราคาถูกลง คนที่มีฐานะไม่รวยก็สามารถยกระดับมาตรฐานการขายสินค้าและบริการได้

    ประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจ มีดังนี้

    1.กิจการ SME ในประเทศกำลังพัฒนาอาจได้ประโยชน์จากการเข้าถึงตลาดที่กว้างขวางในระดับโลก

    2.ทำให้กิจการประเทศที่กำลังพัฒนาสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีใหม่ๆได้

    3.บทบาทของพ่อค้าคนกลางลดลง

    5.ข้อจำกัดของอีคอมเมิร์ซ

    ของจำกัดของอีคอมเมิร์ซด้านเทคนิค มีดังนี้

    1.ขาดมาตราฐานสากลที่เป็นที่ยอมรับในด้านคุณภาพ ความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือ

    2.ความกว้างของช่องทางการสื่อสารมีจำกัด

    3.ซอฟต์แวร์อยู่ระหว่างกำลังพัฒนา

    4.ต้องการ Web server และ Network Server ที่ออกแบบมาเป้นพิเศษ

    ข้อจำกัดของอีคอมเมิร์ซด้านกฎหมาย มีดังนี้

    1.กฎหมายที่สามารถคุ้มครองการทำธุรกรรมข้ามรัฐหรือข้ามประเทศ ไม่มีมาตราฐานที่เหมือนกัน และมีลักษณะที่แตกต่างกัน

    2.ปัญหาเกิดจากทำธุรกรรม เช่น การส่งสินค้ามีลักษณะแตกต่างตากที่โฆษณาบนอินเตอร์เน็ต

    ข้อจำกัดของอีคอมเมิร์ซด้านธุรกิจ มีดังนี้
    1.วงจรผลิตภัณฑ์ (Product Life Cycle) จะสั้นลงเพราะการเข้าถึงข้อมูลทำได้ง่ายและรวดเร็ว เกิดคู่แข่งขันเข้ามาในตลาดได้ง่ายและรวดเร็ว
    2.ความพร้อมของภูมิภาคต่างๆในการปรับโครงสร้างเพื่อรองรับการเจริญเติมโตของ E-Commerce มีไม่เท่ากัน
    3.ภาษีและค่าธรรมเนียมจากค่าธรรมเนียม E-Commerceจัดเก็บได้ยาก
    4.ต้นทุนในการสร้าง E-Commerce แบบครบวงจรต้นทุนสูง
    ข้อจำกัดของอีคิมเมิร์ซด้านอื่นๆ มีดังนี้
    1.การให้ข้อมูลที่เป็นเท็จบนอินเตอร์เน็ตมีมาก
    2.ยังไม่มีการประเมินผลการดำเนินงาน หรือวิธีการที่ดี ของ E-Commerce เช่น การโฆษณา
    3.จำนวนผู้ซื้อ/ผู้ขายที่ได้กำไรหรือประโยชน์จาก E-Commerce ยังมีจำกัดในประเทศไทย
    6.โครงสร้างพื้นฐานของอีคอมเมิร์ซ
    การนำอีคอมเมิร์ซ มาประยุกต์ใช้ในการดำเนินธุรกิจ จำเป็นต้องอาศัยโครงสร้างพื้นฐานของเทคโนโลยี เพื่อใช้เป็นแรงขับเคลื่อนธุรกิจให้สามารถบรรลุถึงเป้าหมายที่วางไว้โดยแบ่งองค์ประกอบหลักได้ 5 ส่วน ดังนี้
    1.การบริการทั่วไป เป็นบริการที่ช่วยอำนวยความสะดวกและรวดเร็วให้กับลูกค้า และสมาชิกที่สั่งซื้อสินค้าและบริการ
    2.ช่องทางการติดต่อสื่อสาร เป็นช่องทางการติดต่อสื่อสาร เพื่อใช้แลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างผู้ใช้บริการกับผู้ใช้บริการผ่านทางโครงข่ายโทรคมนาคมได้แก่ EDI,E-mail
    3.รูปแบบของเนื้อหา เป็นการจัดรูปแบบของเนื้อหาเพื่อการนำเสนอสินค้าหรือบริการในรูปแบบสื่อประสม ซึ่งผสมผสานระหว่างข้อความ ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว และเสียงเข้าด้วยกันแล้วส่งผ่านเว็บ
    4.ระบบเครือข่าย เป็นการเชื่อมต่อระหว่างคอมพิวเตอร์ตั้งแต่ 2 เครื่องขึ้นไปเข้าด้วยกันโดยมีวัถุประสงค์เพื่อทำให้คอมพิวเตอร์สามารถสื่อสารกันได้
    5.ส่วนประสานผู้ใช้ เป็นส่วนที่ใช้ในการติดต่อระหว่างผู้ใช้บริการผ่านโปรแกรม Web Browser
    7.ประเภทของอีคอมเมิร์ซ
    อีคอมเมิร์ซ สำหรับกลุ่มธุรกิจค้ากำไร สามารถแบ่งตามความสัมพันธ์ทางการตลาดระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายสินค้าหรือบริการ แบ่งออกได้ 6 ประเภท ดังนี้
    1.แบบธุรกิจกับธุรกิจ (B2B : Business-to-Business)
    เป็นการทำธุรกรรมการค้าระหว่างผู้ประกอบการกับผู้ประกอบการหรือผู้ดำเนินธุรกิจด้วยกัน เช่น การจัดซื้อ-จัดจ้าง การจัดการสินค้าคงคลัง เทคโนโลยีที่นำมาใช้สนับสุนน ได้อก่ SCM เพิ่มความสามารถในการทำกำไร โดยมีการใช้ IT โดยมีการใช้ IT เข้าร่วมตั้งแต่การจัดซื้อชิ้นส่วนวัตถุดิบ จนถึงการส่งมอบสินค้าและบริการ
    2.แบบธุรกิจกับผู้บริโภค (B2C : Busniess-to-Commerce)
    เป็นรูปแบบของการทำธุรกรรมทางการค้าระหว่างผู้ประกอบกับผู้บริโภคโดยตรง โดยใช้รูปแบบการดำเนินงานและเทคโนโลยีที่ช่วยสนับสนุน ปัจจุบันจะพบเห็นธุรกิจแบบนี้มาก กิจกรรมการซื้อขายแบบนี้ บริษัทหรือร้านค้าจะเปิดเว็บไซค์ เพื่อให้ลูกเข้ามาเลือกซื้อ
    3.แบบผู้บริโภคกับผู้บริโภค (C2C : Consumer-to-Consumer)
    เป็นรูปแบบการทำธุรกรรมทางการค้าระหว่างผู้บริโภคกับผู้บริโภคโดยตรง โดยใช้รูปแบบการดำเนินงานและเทคโนโลยีเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนระหว่างกัน ส่วนใหญ่เป็นสินค้าประเภทมือสอง
    4.แบบผู้บริโภคกับธุรกิจ (C2B : Consumer-to-Business)
    เป็นรูปแบบของการทำธุรกรรมทางกาค้าระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบการ โดยผู้บริโภคได้มีการจัดตั้งเป็นกลุ่มสมาชิกหรือสหกรณ์ ดำเนินการกับผู้ประกอบการในนามของกลุ่มสมาชิกหรือสหกรณ์ที่ใช้สื่ออินเตอร์เน็ต
    5.แบบธุรกิจกับรัฐบาล (B2G : Busniess-to-Government)
    เป็นรูปแบบการจัดจำหน่ายสินค้าและบริการโดยตรงจากผู้ค้ากับรัฐาบาล ซึ่งรูปแบบที่ใช้ในเมืองไทยคือ การประมูลขายสินค้าให้กับภาครัฐ (E-Auction) และรูปแบบการให้บริการออนไลน์
    6.แบบโมบายคอมเมิร์ซ (Mobile Commerce)
    เป็นรูปแบบการค้าในระบบไร้สาย เช่น บริการดาวน์โหลดริงโทนผ่านโทรศัพท์มือถือ
    8.ขั้นตอนการค้าแบบอีคอมเมิร์ซ
    การทำการค้าทางธุรกิจในระบบอีคดมเมิร์ซ (E-Commerce) มีขั้นตอน 4 ขั้นตอน ดังนี้
    1.แนะนำสินค้า/บริการด้วยการออกแบบและจัดทำเว็บไซค์ โดยจัดทำขึ้นดองหรือใช้บริการจากบริษัทที่รับออกแบบและจัดทำเว็บไซค์ การทำเว็บไซค์เป็นเครื่องหลัก ในการทำตลาดอีคอมเมิร์ซที่สำคัญ
    2.สั่งซื้อสินค้าและบริการ เมื่อผู้ซื้อพบสินค้าหรือบริการที่ต้องการก็จะดูรายละเอียดปลีกย่อยที่เกี่ยวข้องว่าสินค้าหรือบริการเป็นอย่างไร ชำระสิ้นค้าหรือบริการได้โดยวิธีใดบ้าง
    3.การชำระค่าสินค้าหรือบริการทางอินเตอร์เน็ต เมื่อรายการสินค้าหรือบริการถูกส่งไปตามทางเลือกของระบบอีคอมเมิร์ซที่ผู้ขายได้จัดทำไว้ ซึ่งอาจเป้นการรับพัสดุแบบพนักงานเก็บเงิน การจ่ายค่าสินค้าหรือบริการด้วยบัตรเครดิต หรือทางเลือกอื่นๆ
    4.การจัดส่งสินค้าหรือบริการหลังจากที่มีการตกลงวิธีการชำระค่าสินค้า หรือบริการและวิธีการจัดส่งแล้ว ผู้ชายก็จะเป็นผู้จัดส่งสินค้าหรือบริการด้วยวิธีที่ตรงกันไว้เป็นอันเสร็จขั้นตอนการทำการค้าในระบบอีคอมเมิร์ซ
    แหล่งอ้างอิง:http://somgolfmike.blogspot.com/2009/07/blog-post.html


    การประยุกต์ใช้งาน
     มีการนำเอามัลติมีเดียไปประยุกต์ใช้งานในหลายๆ ด้าน เช่น
    • ด้านการศึกษา
      – ด้านการศึกษานั้นได้นำเอามัลติมีเดียไปพัฒนาใช้และขยายตัวอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดเครื่องมือช่วยสอนต่างๆ มากมาย
        และเกิดสื่ออิเล็กทรอนิกส์ช่วยสอนในรูปแบบต่างๆ
      – สนับสนุนและส่งเสริมการศึกษา โดยเป็นเครื่องมือช่วยรวบรวม
         วิเคราะห์   ออกแบบ  สร้าง  จัดการ  ใช้งานและประเมินผล
       คอมพิวเตอร์ช่วยสอน ลักษณะมัลติมีเดีย
      – เผยแพร่การเรียนบนเว็บ
        เช่น e-Learning เป็นต้น
      – เกิดการเรียนรู้ทางไกล
    • ด้านการฝึกอบรม
      – มีการใช้คอมพิวเตอร์ในการช่วยสอน เรียกว่า
      e-Training  มีส่วนช่วยให้พัฒนาศักยภาพทางบุคลากรเป็นอย่างมาก
      – ปัจจุบัน  มีการพัฒนาเว็บสำหรับอบรมของสถาบันฝึกอบรมหลายแห่ง
        เช่น สถาบันพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา http://www.guruonline.in.th
    • ด้านความบันเทิง
      – มัลติมีเดียได้รับความแพร่หลายในวงการบันเทิงเป็นอย่างมาก เช่น
      ภาพยนต์ คาราโอเกะ เกมส์
        ข่าว  ละคร  เป็นต้น
      – เว็บไซต์ทีวี
      – เกมส์ออนไลน์
    • ด้านธุรกิจ  มีความสะดวกเป็นอย่างมาก ในการ
      – นำเสนองาน
        นำเสนอสินค้า
      – ประชุมทางไกล ทำให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น
    • ด้านการประชาสัมพันธ์  มัลติมีเดียได้เป็นปัจจัยหลักสำคัญ ในการ
      – นำเสนอ และเผยแพร่ข่าวสาร
      – การโฆษณาและการถ่ายทอด
      – ตู้ประชาสัมพันธ์
    • ด้านความเป็นจริงเสมือน
      – ความจริงเสมือนเป็นสิ่งประดิษฐ์ใหม่ของวงการเทคโนโลยีมัลติมีเดีย สามารถเลียนแบบการเรียนรู้ และสัมผัสผ่านอุปกรณ์ต่างๆ ในโลกแห่งความเป็นจริงเสมือน
    • ด้านโมบายเทคโนโลยี ได้ถูกพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว เช่น
      – เทคโนโลยีมัลติมีเดียในโทรศัพท์เคลื่อนที่ รูปแบบการใช้โมบายเทคโนโลยี
      M-Billing   M-Commerce  M-Banking  M-Entertainment  M-Messaging
    ที่ม : https://chalad.wordpress.com/subject/20209-2/20209-lesson-3/


     
     















ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น